คำพยานชีวิตและแรงบันดาลใจของผู้ร่วมก่อตั้งบ้านเด็กฉายแสง
คุณฝน ศิรินภา จ้าวเจริญ ผู้ร่วมก่อตั้งบ้านเด็กฉายแสง
คุณศิรินภา จ้าวเจริญ ขณะศึกษาระดับประถมและมัธยมที่อ.ขุนยวม จ.แม่ฮ่องสอน
ก่อนอื่นขออนุญาตแทนตัวเองว่า “ฝน” นะค่ะ

ในวัยเยาว์ เมื่อตอนที่ชีวิตเพิ่งเริ่มต้น ฝนอาศัยอยู่ในหมู่บ้านเล็กๆแห่งหนึ่งในชนบทของจ.แม่ฮ่องสอน ปีแรกที่ฝนเข้าเรียนมหาลัย เพื่อนบางคนถึงกับอุทานด้วยความประหลาดใจว่าประเทศไทยมีจังหวัดแม่ฮ่องสอนด้วยเหรอ? เราก็แบบสตันท์ไปนิดหนึ่ง ประมาณว่านี่จังหวัดบ้านเกิดฉันเล็กขนาดที่ว่าเพื่อนร่วมประเทศไม่รู้จักเลยเหรอ?

เกือบทุกครัวเรือนในหมู่บ้านเป็นเกษตรกรมีฐานะยากจน ตอนนั้นปัญหายาเสพติดระบาดหนักมาก หลายครอบครัวต้องบ้านแตกสาแหรกขาด เพื่อนๆฝนพอจบป.6ก็แต่งงานกันหมด บ้างก็เพื่อหนีปัญหา บ้างก็อยากแต่งจริงเพราะสังคมยุคนั้นไม่ให้ความสำคัญกับการศึกษามากนักโดยเฉพาะกับเด็กผู้หญิง

สิ่งที่เห็นจนชินตาก็คือ ผู้คนออกไปทำไร่ เย็นมาเข้าบ้าน คนหนุ่มสาวแต่งงาน มีลูก เลี้ยงลูก แล้วก็ทำไร่ทำสวน เป็นแบบนี้จากรุ่นสู่รุ่น

แม้ตอนนั้นจะยังเด็กมากแต่ฝนก็เกิดคำถามในใจว่า ชีวิตมีแค่นี้เหรอ น่าจะมีไรมากกว่านี้หรือเปล่า?
ก่อนอื่นขออนุญาตแทนตัวเองว่า “ฝน” นะค่ะ ในวัยเยาว์ เมื่อตอนที่ชีวิตเพิ่งเริ่มต้น ฝนอาศัยอยู่ในหมู่บ้านเล็กๆแห่งหนึ่งในชนบทของจ.แม่ฮ่องสอน ปีแรกที่ฝนเข้าเรียนมหาลัย เพื่อนบางคนถึงกับอุทานด้วยความประหลาดใจว่าประเทศไทยมีจังหวัดแม่ฮ่องสอนด้วยเหรอ? เราก็แบบสตันท์ไปนิดหนึ่ง ประมาณว่านี่จังหวัดบ้านเกิดฉันเล็กขนาดที่ว่าเพื่อนร่วมประเทศไม่รู้จักเลยเหรอ? เกือบทุกครัวเรือนในหมู่บ้านเป็นเกษตรกรมีฐานะยากจน ตอนนั้นปัญหายาเสพติดระบาดหนักมาก หลายครอบครัวต้องบ้านแตกสาแหรกขาด เพื่อนๆฝนพอจบป.6ก็แต่งงานกันหมด บ้างก็เพื่อหนีปัญหา บ้างก็อยากแต่งจริงเพราะสังคมยุคนั้นไม่ให้ความสำคัญกับการศึกษามากนักโดยเฉพาะกับเด็กผู้หญิง สิ่งที่เห็นจนชินตาก็คือ ผู้คนออกไปทำไร่ เย็นมาเข้าบ้าน คนหนุ่มสาวแต่งงาน มีลูก เลี้ยงลูก แล้วก็ทำไร่ทำสวน เป็นแบบนี้จากรุ่นสู่รุ่น แม้ตอนนั้นจะยังเด็กมากแต่ฝนก็เกิดคำถามในใจว่า ชีวิตมีแค่นี้เหรอ น่าจะมีไรมากกว่านี้หรือเปล่า?
ฝนกับเพื่อนขึ้นไปบนภูเขาสูงแล้วได้รับการทรงเรียกจากพระเจ้า
จนวันหนึ่งขณะที่ฝนกับเพื่อนขึ้นไปบนภูเขาแล้วมองไปที่ขอบฟ้าที่สุดลูกหูลูกตา ทันใดนั้นเหมือนมีเสียงเพรียกหาแต่ไกลจากสุดขอบฟ้า เสียงนั้นกระชากใจเรามาก เป็นความรู้สึกประมาณว่าต้องออกไปจากสังคมเดิมๆไปหาสิ่งใหม่ๆ แต่ก็ไม่รู้ว่าแล้วจะออกไปไหน เมื่อไหร่ อย่างไร แม้จะผ่านไปเป็นปีแต่ความรู้สึกนั้นไม่เคยจางหายเลย

จำได้ว่าสมัยเด็กๆเวลาที่มีใครสักคนในบ้านไม่สบายแล้วต้องไปโรงพยาบาลหรือไปติดต่อราชการที่ไหน เจ้าหน้าที่ยุคนั้นไม่เหมือนยุคนี้ พวกเขามักตวาดตะคอกใส่พ่อแม่เสมอ ไม่เว้นแม้แต่เราที่ยังเป็นแค่เด็กหญิงตัวเล็กๆ
มีอยู่ครั้งหนึ่งตอนอยู่ป.3 แม่ขอให้ไปเป็นเพื่อนส่งแม่ไปโรงพยาบาล แม่อยากให้ฝนคุยกับหมอและอธิบายคำพูดของหมอให้แม่ฟังเพราะแม่ไม่ค่อยเข้าใจเวลาหมอพูด ครั้งนั้นเป็นประสบการณ์ที่กระอักกระอ่วมใจมากเพราะต้องอธิบายวิธีการคุมกำเนิดแบบใช้ถุงยางอนามัยให้แม่ฟัง ตอนนั้นยังเด็กมาก แค่เด็กป.3ยังไม่ค่อยรู้เรื่องเพศสัมพันธ์ ทั้งในสังคมชนบทเพศสัมพันธ์เป็นเรื่องที่น่าอับอาย เรื่องลับ เรื่องที่ไม่มีใครพูดกัน

ฉะนั้นทุกครั้งที่ต้องไปโรงพยาบาลหรือติดต่อราชการจึงเป็นเรื่องที่น่ากลัวเสมอสำ ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้เราอยากพ้นจากความไม่รู้ ความไม่เท่าเทียม รู้สึกไม่ดีที่ถูกเลือกปฏิบัติ ตอนนั้น แม้จะยังเด็กแต่เราก็รู้ว่า “การศึกษา” คือหนทางที่จะพาให้เราหลุดพ้นจากเรื่องเหล่านี้ได้
ศิรินภากับเพื่อนที่สอบติดมหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ศิรินภากับเพื่อนๆที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
อย่างไรก็ตามสมัยนั้นสังคมที่เราเติบโตมาไม่นิยมและไม่สนับสนุนให้เด็กผู้หญิงได้เรียนหนังสือเพราะเห็นว่าในที่สุดลูกสาวก็ต้องออกเรือนไปเป็นของคนอื่น

ท่ามกลางสังคมที่ไม่เห็นด้วยกับการส่งลูกสาวเรียนหนังสือแต่พ่อแม่เรากลับคิดต่าง ท่านสนับสนุนให้เราได้เรียนแม้ว่าครอบครัวเราจะแทบไม่มีเงินเลยก็ตาม ขณะที่เพื่อนรุ่นเดียวกันเมื่อจบป.6เขาก็ทยอยแต่งงานกันหมด แต่ทุกเช้าเรายังคงแต่งตัวในชุดนักเรียนไปโรงเรียน

เลยกลายเป็นว่าเราเป็นสาวสูงวัยในสายตาของชาวบ้าน(เพิ่งมัธยมปลาย) แต่ฝนก็อดทนและตั้งใจเรียนจนจบม.6

ขอบคุณพระเจ้า ในปีนั้นฝนคือหนึ่งในสองคนของโรงเรียนประจำอำเภอที่สามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้ ฝนจึงมาเรียนต่อที่เชียงใหม่ ฝนก็ตั้งใจเรียนมาก และแสวงหาความรู้ใหม่ๆนอกห้องเรียนเสมอ

ในรั้วมหาลัย นอกจากเรียนแล้วเราก็ไปออกค่ายอาสาทำกิจกรรมกับเพื่อนทั้งในมหาลัยเดียวกันและต่างมหาลัย เช่น ออกไปปลูกป่าวันแม่บนดอยบ้าง ไปจัดกิจกรรมวันเด็กให้เด็กด้อยโอกาสบ้าง หาโอกาสเรียนภาษาอังกฤษเพิ่มเติมนอกห้องเรียนบ้าง ทำให้ได้รู้จักและมีเพื่อนมากมายทั้งคนไทยและต่างชาติ เป็นอะไรที่เปิดโลกทัศน์ฝนใหม่หมดเลย

ฝนกลายเป็นคนกล้าพูด กล้าแสดงออกโดยไม่รู้ตัว ขอบคุณพระเจ้าจากเด็กหญิงตัวน้อยในหมู่บ้านเล็กๆในจ.แม่ฮ่องสอนมาถึงจุดนี้ฝนเริ่มเข้าใจแล้วว่าเสียงเพรียกหานั้นคืออะไร
คุณศิรินภาเป็นครูฝึกสอนที่โรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ในปีสุดท้ายในรั้วมหาลัย นักศึกษาคณะศึกษาศาสตร์ทุกคนต้องออกไปฝึกสอนตามโรงเรียนต่างๆ เพื่อนๆหลายคนต้องไปฝึกสอนในโรงเรียนที่กันดารไกลมาก

ขอบคุณพระเจ้า เกรดเฉลี่ยของฝนอยู่ในระดับที่สามารถยื่นเรื่องเพื่อขอฝึกสอนที่โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้ เราไม่ต้องไปฝึกสอนที่ไหนไกลๆ(เพราะไม่มีเงินเดินทางไกล) นักศึกษาที่สามารถฝึกสอนในโรงเรียนสาธิตมช.ได้ต้องทำเกรดเฉลี่ยอยู่ในลำดับที่1หรือ2ของสาขาวิชาเท่านั้น

ขอบคุณพระเจ้าที่เกรดเราถึงและได้ฝึกสอนที่รร.สาธิตมช.

ฝนชอบการเป็นครูและเคารพให้เกียรติอาชีพครูเสมอ แต่หลังเรียนจบเราไม่ได้ไปสอบบรรจุเป็นครูที่ไหนเพราะรู้สึกว่าการเป็นครูในระบบถูกตีกรอบหลายอย่างจึงทำงานสังคมสงเคราะห์กับคริสตจักรและเป็นอาสาสมัครสอนเด็กด้อยโอกาสตามมูลนิธิและบ้านเด็กกำพร้าต่างๆ
ฝนเป็นคริสเตียนเชื่อในพระเจ้าค่ะ หลังเรียนจบก่อนแต่งงานฝนได้ใช้เวลาอธิษฐานกับแฟนเพื่อขอการทรงนำจากพระเจ้า และพระคำภีร์อิสยาห์ 60:1 ได้มาถึงเราว่า;-
“จงลุกขึ้นฉายแสง เพราะว่าความสว่างของเจ้ามาแล้ว”

เราไม่รู้ว่าจะลุกขึ้นยังไง ที่ไหน เมื่อไหร่ แต่สิ่งหนึ่งที่คริสเตียนเราเชื่อคือ ชีวิตไม่ใช่ความบังเอิญแต่พระเจ้าได้ทรงเลือกและกำหนดไว้แล้วตั้งแต่ก่อนทรงสร้างโลกเพื่อให้เราทำตามพระประสงค์ของพระองค์

หลังแต่งงาน เรามีลูก3คน เราจดทะเบียนกับเขตการศึกษาฯเพื่อจัดทำบ้านเรียน(Homeschool)เพราะอยากให้ลูกๆได้เรียนอย่างมีความสุขและสร้างสรรค์อยู่กับบ้าน เราเป็นคนออกแบบการเรียนการสอนและสอนให้ลูกเอง เราปล่อยให้เขาลองผิดลองถูก เรียนรู้ด้วยตนเอง และให้เขามีเวลาอยู่กับสิ่งที่ชอบและสนใจนานเท่าตราบที่เขาสนใจและต้องการ

สนับสนุนให้กล้าคิดนอกกรอบ ฝึกเรียนรู้จากชีวิตจริงให้มีทักษะในการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยยึดคอนเซปต์ง่ายๆคือ “เรียนทุกที่ ทุกเวลา” เด็กๆได้เรียนรู้ที่บ้าน บนรถ ที่โบสถ์ ที่สนามฟุตบอล ในสระว่ายน้ำ ฯลฯ
สมาชิกในครอบครัวคุณศิรินภา
แล้วเราก็พบของประทาน(Talent)หรือความสามารถบางอย่างในตัวลูก นอกจากเรียนหนังสือแล้วลูกสาวคนโตชอบว่ายน้ำและลูกชายคนรองชอบเล่นฟุตบอล ลูกสาวคนเล็กสุดชอบร้องเพลง งานศิลปะและภาษา

ผ่านไปแปดปีลูกสาวคนโตได้เป็นตัวแทนทีมชาติไทยไปแข่งขันกีฬาชิงแชมป์ว่ายน้ำเยาวชนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้(SEA AGE)ที่อินโดนีเซีย ส่วนลูกชายคนรองคัดติดเป็นเป็นนักฟุตบอลเยาวชนฝึกหัดของสโมสรฟุตบอลเชียงราย ยูไนเต็ด ส่วนลูกสาวคนเล็กก็ยังคงมีความสุขกับการเรียนที่บ้านกับแม่ทุกวันค่ะ

ขอบคุณพระเจ้าเมื่อปีที่ผ่านมา “บ้านเรียนจ้าวเจริญ” เป็นบ้านเรียนหนึ่งที่ประสบผลสำเร็จในการจัดการศึกษาโดยครอบครัวเป็นโมเดลให้กระทรวงศึกษาธิการฯมาถอดนำไปประยุกต์ใช้กับระบบการศึกษาของไทย
เอสเธอร์เป็นตัวแทนทีมชาติไทยไปแข่งขันว่ายน้ำที่ประเทศอินโดนีเซีย
ลูกสาวคนโตติดทีมชาติไทย
เดฟ ลูกชายคัดติดเป็นนักเตะเยาวชนฝึกหัดของเชียงรายยูไนเต็ด
ลูกชายนักฟุตบอลฝึกหัดของเชียงรายยูไนเต็ด
กระทรวงศึกษาธิการมาถอดบทเรียนจากบ้านเรียนจ้าวเจริญ
กระทรวงศึกษาธิการฯมาถอดบ้านเรียน
ถึงตรงนี้เราเริ่มเข้าใจและคิดถึงพระวจนะคำของพระเจ้าที่ได้รับก่อนแต่งงานตามพระธรรมอิสยาห์60:1ที่บอกว่า “จงลุกขึ้นฉายแสง” หรือนี่คือการที่เรากำลังลุกขึ้นฉายแสงอยู่และอาจเป็นเสียงเพรียกหาที่ได้ยินตอนเด็กๆ

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่า “สำเร็จแล้ว” หากแต่กำลังมุ่งมั่นบากบั่น ก้าวไปข้างหน้าเพื่อสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าดังพระธรรมฟิลิปปี3:12-13 ที่บอกว่า;-
“มิใช่ว่าข้าพเจ้าได้แล้วหรือสำเร็จแล้ว
แต่ข้าพเจ้ากำลังบากบั่นมุ่งไป เพื่อข้าพเจ้าจะได้ฉวยเอาไว้เป็นของตนอย่างที่พระเยซูคริสต์ได้ทรงฉวยข้าพเจ้าไว้เป็นของพระองค์แล้ว
ดูก่อนพี่น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าไม่ถือว่าข้าพเจ้าได้ฉวยไว้ได้แล้ว
แต่ข้าพเจ้าทำอย่างหนึ่ง คือลืมสิ่งที่ผ่านพ้นมาแล้วเสีย และโน้มตัวออกไปหาสิ่งที่อยู่ข้างหน้า”

เมื่อพิจารณาจากเส้นทางชีวิตของฝนและสามีที่พระเจ้าทรงนำมาไกลเหลือเกิน(จากจุดเริ่มต้น) และประสบการณ์สิบปีที่เราทำบ้านเรียน(Homeschool)มา

เราอยากนำประสบการณ์และองค์ความรู้(อันน้อยนิด)นี้ส่งต่อให้เด็กๆโดยเฉพาะในกลุ่มเด็กด้อยโอกาส(เพราะเราเคยเป็นเด็กด้อยโอกาสมาก่อน)

พระเจ้าทรงรักเด็กๆทุกคนและเมื่อพันธกิจนี้เกิดขึ้นเชื่อว่าพระองค์จะอวยพรให้เด็กๆในโครงการได้เรียนหนังสือ มีอาหารกิน มีที่อยู่อาศัย แล้วเขาจะลุกขึ้นฉายแสง เป็นคนดีในสังคม

เราเปลี่ยนแปลงโลกนี้ทันทีไม่ได้ แต่อย่างน้อยถ้าพันธกิจนี้จะทำให้เด็กน้อยคนหนึ่งมีโอกาสที่ดีในชีวิต ได้รู้จักพระเจ้าผู้เที่ยงแท้ เติบโตมาเป็นคนดีในสังคมก็นับว่าประสบผลสำเร็จแล้ว

ขอฝากโครงการบ้านเด็กฉายแสงไว้ในหัวใจของทุกท่าน โปรดอย่าลืมอธิษฐานเผื่อพวกเรา

ขอบมากคุณค่ะ
ขอพระเจ้าอวยพรค่ะ

คุณศิรินภา จ้าวเจริญ
Scroll to Top
บ้านเด็กฉายแสง เชียงใหม่