คำพยานชีวิตและแรงบันดาลใจของผู้ก่อตั้งบ้านเด็กฉายแสง
ในวัยเด็กคุณวิชัยเกิดและอาศัยอยู่ในชนบท
เมื่อตอนอายุประมาณ5ขวบ จำได้ว่าทุกวันผมกับพี่สาวต้องตื่นแต่เช้าแล้วเดินจากบ้านที่ไร่ไปโรงเรียนเป็นระยะทางร่วม10กิโลเมตร ไปกลับก็ประมาณ20กิโลเมตร บางวันกว่าจะถึงโรงเรียนเพื่อนๆก็เข้าห้องเรียนกันแล้ว ตอนเย็นโรงเรียนเลิก เราก็เดินกลับไปนอนกับแม่ที่บ้านไร่เหมือนเดิม กว่าจะถึงก็เย็นมากแล้วพระอาทิตย์ตกพอดี

เมื่อก่อน ชนบทไทยยังห่างไกลความเจริญ ไกลปืนเที่ยงมาก ยังไม่มีโรงเรียนสังกัดกระทรวงศึกษาธิการตามหมู่บ้านเหมือนทุกวันนี้ การสื่อสารโทรคมนาคมก็ลำบาก ทั้งยังมีการแทรกซึมของเหล่าผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี(สมเด็จย่า)ทรงเป็นห่วงการศึกษาของเยาวชนไทยในเขตชนบทจึงได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ให้แก่กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดน(ตชด.)เพื่อนำไปจัดสร้างโรงเรียนและได้ทรงรับเอาโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนทั่วประเทศไว้ในพระราชูปถัมภ์

แม้ปัจจุบันโรงเรียนตชด.ส่วนใหญ่จะถูกโอนไปอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงศึกษาธิการเกือบหมดแล้ว แต่ก็ยังเหลืออีกประมาณ ๔๐๐ โรงเรียนที่ยังอยู่ภายใต้การดูแลของตชด.

โรงเรียนที่ผมไปเรียนก็เป็นโรงเรียนตชด.แห่งหนึ่ง ผมจึงซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านเสมอ
อย่างไรก็ตามโรงเรียนมีครูเพียงไม่กี่คน สัปดาห์ไหนที่ครูติดธุระ มาสอนไม่ได้ ห้องผมก็จะถูกย้ายไปเรียนรวมกับชั้นอื่นทั้งสัปดาห์จนกว่าคุณครูจะกลับมาจึงจะได้เรียนตามปกติ

โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน
แม้จะเดินเท้าเปล่าไปโรงเรียนทุกวัน แม้จะไม่ได้เรียนแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย(เพราะมีครูน้อย) แต่ผมก็ไม่เคยรู้สึกเหนื่อยหน่ายเลย กลับรักที่ได้ไปโรงเรียน ได้อ่านหนังสือ และตื่นเต้นทุกครั้งที่ได้ฟังคุณครูเล่าเรื่องสนุกๆให้ฟัง

จำได้ว่าครั้งหนึ่งคุณครู(ซึ่งท่านเป็นตำรวจตระเวนชายแดน)เล่าให้ฟังว่า โลกเรานี้มีพื้นน้ำที่กว้างใหญ่มากเรียกกันว่า “มหาสมุทร” และในมหาสมุทรนั้นมีเรือที่ใหญ่มากลอยลำอยู่ ภายในเรือสามารถบรรทุกเครื่องบินได้เป็นสิบๆลำ มีคนอยู่ในนั้นเป็นร้อยเป็นพันคน ผมกับเพื่อนก็ฟังด้วยความอยากรู้อยากเห็น ตาลุกเป็นประกายแวววาวว่าโลกเรามีแบบนี้ด้วยเหรอ

หลายปีก่อนผมมีโอกาสพาลูกๆไปเที่ยวเรือหลวงจักรีนฤเบศรแล้วก็อดคิดถึงคุณครูท่านนี้ไม่ได้ ไม่รู้ว่าทุกวันนี้ท่านอยู่ไหน ท่านคือครูคนแรกที่จุดไฟในใจบางอย่างให้ผมอยากออกไปเห็นและเรียนรู้จากโลกกว้าง

ผมมีความสุขกับโรงเรียนในหมู่บ้านได้4ปี(อนุบาล-ป.2)ก็มีเหตุต้องย้ายไปโรงเรียนอื่นเพราะวันหนึ่งพ่อได้ข่าวว่ามีมูลนิธิเปิดหอพักเด็กชาย(สมัยนั้นไม่ได้เรียกว่าบ้านเด็กกำพร้า)ที่อำเภอสันป่าตอง(ปัจจุบันเป็นอำเภอแม่วาง จ.เชียงใหม่)เพื่อให้เด็กด้อยโอกาสและยากจนมาเรียนหนังสือแบบอยู่กินนอนประจำได้ โดยสนับสนุนที่พักและอาหารให้ฟรี พ่อเห็นว่าโรงเรียนในหมู่บ้านการเรียนการสอนไม่ค่อยต่อเนื่อง จึงส่งผมไปเรียนที่นั่น

ตอนย้ายโรงเรียนผมอายุประมาณ7-8ขวบ คิดถึงบ้านมาก ทั้งปีแทบไม่เคยเจอหน้าพ่อแม่เพราะท่านไม่มีค่าเดินทางมาเยี่ยม เห็นเพื่อนซื้อขนมกินเราก็ได้แต่มองเพราะไม่มีเงิน ตกลางคืน พอดับไฟแล้วบางคืนก็นอนน้ำตาไหลบนที่นอนเงียบๆคนเดียว แต่ก็อดทนเรียนจนจบป.6 จากนั้นก็ไปต่อโรงเรียนมัธยมในตัวตำบลจนจบม.3

ตอนอยู่ประถม โรงเรียนอยู่ไม่ไกลจากหอพักก็เดินไปเรียนได้ แต่พอขึ้นมัธยมโรงเรียนอยู่ห่างออกไปประมาณ10กิโลเมตรก็ปั่นจักรยานไปเรียน ช่วงไหนจักรยานเสีย ยางแบน ไม่มีเงินซ่อม ก็อาศัยเดินไปเรียนเอา เดินไปกลับร่วม20กิโลเมตร(อีกแล้ว) ตอนนั้นการเดินเป็นเรื่องธรรมดามาก ไม่ได้รู้สึกท้อแท้หรือเหนื่อยไรเลย ขอให้ได้ไปโรงเรียน ได้ไปเรียนหนังสือ ไปเจอเพื่อนๆก็ทำให้มีความสุขและเป็นสิ่งที่ดีมากในชีวิตแล้ว ณ ตอนนั้น
ขี่จักรยานไปโรงเรียน ปั่นรถถีบไปโรงเรียน
ขี่จักรยานไปโรงเรียนประมาณ10กิโลเมตร
เด็กยากจน เด็กด้อยโอกาส เด็กกำพร้าเดินไปเรียนหนังสือที่โรงเรียน
ถ้าวันไหนยางแบนหรือจักรยานเสียก็เดินไป

หอพักฯสนับสนุนที่พักและอาหารให้เรียนจบม.3เท่านั้น จากนั้นหากต้องการเรียนต่อต้องออกไปอยู่ข้างนอกและรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเอง เพื่อนๆส่วนใหญ่จบม.3ก็ไม่เรียนต่อเพราะฐานะทางบ้านไม่ดี ส่วนผมตัดสินใจเรียนต่อ ซึ่งก็ใช่ว่าฐานะทางบ้านจะดีไรแต่พอดีมีพี่ชายทำงานที่กรุงเทพ เขาเจียดเงินมาให้เดือนละ1,000บาท ผมก็แบ่ง800บาทเป็นค่าเช่าห้องพักถูกๆไว้หลับนอน เหลืออีก200บาทไว้เป็นค่าใช้จ่ายต่างๆตลอดเดือน ทุกวันนี้นึกถึงทีไรก็ยังแปลกใจทุกครั้งว่าอยู่รอดมาได้อย่างไร

คุณวิชัยขณะศึกษาอยู่ระดับอุดมศึกษาที่มหาวิทยาลัยราชมงคล วิทยาเขตภาคพายัพ
จำได้ว่าเพื่อความประหยัดผมหุงข้าวแล้วซื้อกับข้าวถุงจากตลาดมากินเป็นกับแกล้ม มื้อละถุงเดียวเท่านั้นเพื่อให้ประหยัดที่สุด สมัยก่อนกับข้าวถุงเชียงใหม่ยังขายถุงละ5บาทอยู่ ก็เลยพออยู่ได้ ส่วนอาหารกลางวันที่โรงเรียน ช่วงไหนมีเงินก็ได้กิน ช่วงไหนไม่มีก็อดเอา กลับมาถึงหอค่อยหุงข้าวกินรวดเป็นมื้อเย็นไปเลย ดึกมาก็มีหิวบ้าง

ช่วงแรกก็ถูไถไปได้ แต่หลังๆมาค่าใช้จ่ายที่โรงเรียนเยอะ เงินไม่พอใช้ หลังเลิกเรียนจึงไปเป็นเด็กเสิร์ฟบ้าง เด็กปั๊มบ้างกว่าจะเลิกงานกลับถึงห้องก็สี่ห้าทุ่ม อาบน้ำทำการบ้านเสร็จได้เข้านอนก็เที่ยงคืน ผมเป็นเด็กเสิร์ฟกับเด็กปั๊มได้ช่วงหนึ่ง เห็นว่าได้เงินน้อย(ได้เดือนละ800บาท) จึงไปสมัครเป็นยามรักษาความปลอดภัย ทำได้สักพักก็เปลี่ยนมาเป็นพนักงานเคาน์เตอร์โรงแรม(ได้เดือนละ3,000บาท) โดยเลือกเข้างานกะกลางคืน กลางวันก็ไปเรียนตามปกติ

จนปีที่เข้ามหาวิทยาลัยรัฐได้จัดสรรให้มีกองทุนเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา(กยศ.) จึงได้กู้มาเรียนจนจบมหาลัย
คุณวิชัยสำเร็จการศึกษาปริญญาโทและเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรมหาบัณฑิตจากสมเด็จพระเทพฯ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ปีที่จบมหาลัยประเทศไทยเกิดวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งพอดี คนตกงานกัน เด็กจบใหม่หางานยาก และผมก็รู้สึกว่ายังอยากเรียนต่ออีก แต่ไม่มีเงิน

พระเจ้าก็ให้สติปัญญาว่าให้เขียนจดหมายเล่าความฝันตัวเองไปหาผู้ใหญ่ที่รู้จักสิว่าทำไมถึงอยากเรียนต่อ มีผู้ใหญ่ท่านหนึ่งคงเห็นความตั้งใจจึงรับปากว่าจะช่วยค่าเทอมก้อนแรกให้ แม้ใจลึกๆจะเป็นห่วงว่าแล้วเทอมต่อไปจะเอาไง แต่ตอนนั้นคิดอย่างเดียวว่า เอาน่า ขอให้ได้เข้าไปเรียนก่อน อย่างอื่นว่ากันทีหลัง

แม้จะเรียนแบบลุ่มๆดอนๆเพราะไม่ค่อยมีเงินแต่ก็เรียนจนจบปริญญาโทได้ ขอบคุณพระเจ้า

ทั้งหมดนี้เพียงอยากบอกว่า ผมเคยเป็นเด็กด้อยโอกาส เคยรู้สึกว่าความฝันเป็นสิ่งที่ไกลตัวเหลือเกิน แต่กระนั้นก็ตระหนักได้ว่า “การศึกษายกระดับคุณภาพชีวิตได้” และการที่คุณครูตชด.ได้จุดไฟบางอย่างในตัว ทำให้ผมเข้าใจดีว่า “การศึกษาเป็นสิ่งจำเป็น” และ “แรงบันดาลใจก็สำคัญมาก” โดยเฉพาะกับเด็กด้อยโอกาส
ผมคงผ่านช่วงชีวิตหนักๆมาไม่ได้หากไม่มีพระเยซูคริสต์เป็นผู้ทรงเสริมกำลัง พระองค์เคยตรัสไว้ว่า;-
“บรรดาผู้ทำงานเหน็ดเหนื่อยและแบกภาระหนัก
จงมาหาเรา
และเราจะให้ท่านหายเหนื่อยเป็นสุข”

(มัทธิว 11:28)
ทั้งยังได้ตรัสอีกว่า
“ผู้ที่มาหาเรา เราก็จะไม่ทิ้งเขาเลย”
(ยอห์น 6:37)

ครั้งหนึ่งผมอยากเรียนหนังสืออย่างมีความสุขโดยไม่ต้องห่วงเรื่องปากท้อง ผมอยากมีข้าวอุ่นๆกินให้อิ่มท้องก่อนเข้านอน อยากได้นอนบนเตียงที่หลับสบาย อยากที่จะกล้าฝัน เดินตามฝัน อยากมีใครสักคนเดินเคียงข้าง
เด็กด้อยโอกาส เด็กยากจน เด็กกำพร้าต้องได้ไปโรงเรียน ได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐาน
ถ้ามีเด็กด้อยโอกาสคนหนึ่งกำลังรู้สึกเช่นนี้ ผมอยากสนับสนุนและเติมเต็มให้เขาครับ ผมจะบอกเขาว่ายังมีคนหนึ่งที่รัก เป็นห่วง และพร้อมเดินเคียงข้างเขาเสมอ นี่คือเหตุผลว่าทำไมโครงการบ้านเด็กฉายแสงจึงเกิดขึ้น
ในปัญญาจารย์ 4:12 ได้กล่าวไว้ว่า;-
“แม้คนหนึ่งสู้คนเดียวได้
สองคนคงสู้เขาได้แน่
เชือกสามเกลียวจะขาดง่ายก็หามิได้”

อยากเชิญชวนทุกท่านมาร่วมกันสร้างความเปลี่ยนแปลงครับ

ท่านก็เป็นผู้หนึ่งที่สามารถช่วยให้เด็กด้อยโอกาสลุกขึ้นฉายแสงได้โดยการร่วมสนับสนุนพันธกิจของเรา ขอบคุณครับ
ขอพระเจ้าอวยพรครับ

วิชัย  จ้าวเจริญ
Scroll to Top
บ้านเด็กฉายแสง เชียงใหม่