หลักการและเหตุผลของบ้านเด็กฉายแสง
ในปี 2555 ประเทศไทยมีเด็กด้อยโอกาสทางการศึกษา 4,323,142 คน (ดำรงค์ ตุ้มทอง และคณะ,2555) และในปี2561 กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา(กสศ.)รายงานว่ามีเด็กด้อยโอกาสทั้งหมด 3,625,048 คน แม้ตัวเลขเด็กด้อยโอกาสจะมีแนวโน้มลดลงแต่ในภาพรวมก็ยังถือว่าเป็นตัวเลขที่สูงและน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง
กสศ.ยังระบุด้วยว่าสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาปี 2566 มีเด็กไทยอยู่ใต้เส้นความยากจนถึง 2.8 ล้านคน (ขณะที่ในปี 2563 ตัวเลขเด็กไทยที่อยู้ใต้เส้นความยากจนยังไม่ถึงหนึ่งล้านคนเลย) และแม้รัฐบาลจะมีนโยบายเด็กไทยเรียนฟรี15ปี แต่ความยากจนยังเป็นอุปสรรคทำให้เด็กบางคนไม่สามารถเรียนได้ ต้องอยู่อย่างแร้นแค้น ไม่สามารถแบกรับภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาได้ นอกจากนี้รายได้ของครัวเรือนยากจนและยากจนพิเศษปี2566 ยังลดลงเหลือ1,039 บาทต่อเดือนเท่านั้น (ลดลง 0.48%) หรือวันละ 34 บาท ซึ่งน้อยกว่าเกณฑ์ความยากจนระดับนานาชาติประมาณ 80 บาท
เด็กด้อยโอกาสตามความหมายของกระทรวงศึกษาธิการมีทั้งหมด10กลุ่ม แต่กลุ่มเด็กด้อยโอกาสที่น่าเป็นห่วงที่สุดก็คือ “กลุ่มเด็กที่ถูกทอดทิ้ง/กำพร้า” ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการจัดให้เป็นเด็กด้อยโอกาสประเภทที่3 อันหมายถึง เด็กที่มารดาทอดทิ้งไว้ในโรงพยาบาลหรือตามสถานที่ต่างๆ รวมไปถึงเด็กที่บิดามารดาปล่อยทิ้งให้มีชีวิตอยู่ตามลำพัง หรืออยู่กับบุคคลอื่นโดยไม่ได้รับการเลี้ยงดูจากบิดามารดา ที่อาจมีสาเหตุมาจากปัญหาการหย่าร้างหรือครอบครัวแตกแยก มีสภาพชีวิตอยู่ท่ามกลางความสับสน ขาดความรัก ความอบอุ่น ตลอดจนหมายรวมถึงเด็กที่ขาดคนอุปการะเลี้ยงดูอันเนื่องมาจากสาเหตุอื่นๆด้วย
เด็กด้อยโอกาสคือเด็กที่อยู่ในสภาวะยากลำบาก เนื่องจากประสบปัญหาต่างๆ มีชีวิตความเป็นอยู่ด้อยกว่าเด็กทั่วไป ไม่มีโอกาสที่จะเข้ารับบริการทางการศึกษาหรือได้รับการพัฒนาทั้งทางร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ สังคม และจิตใจ เด็กกลุ่มนี้ต้องได้รับความช่วยเหลือเป็นพิเศษเพื่อให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีพัฒนาการที่ถูกต้องเหมาะสมกับวัยและสามารถบรรลุถึงศักยภาพขั้นสูงสุดได้ แนวทางในการแก้ไขปัญหาต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย การให้ความสำคัญกับเด็กของคนในสังคมเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมาก (จิตติมา กุลประเสริฐรัตน์, 2561)
จากข้อมูลของสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพของเยาวชนพบว่าเด็กและเยาวชนวัยเรียนที่มีอายุ 6-15 ปีของไทยกว่า 500,000 คนได้หลุดจากระบบการศึกษา กลายเป็นแรงงานไร้ฝีมือและมีพฤติกรรมเสี่ยงต่างๆในสังคม ในขณะที่โอกาสทางการศึกษาระหว่างคนรวยและคนจนต่างกันถึงร้อยละ20
ไกรยศ ภัทราวาท ผู้จัดการกสศ.ได้ชี้ว่าการพัฒนาทุนมนุษย์ในวันนี้ต้องเปลี่ยนแปลง ไม่ปล่อยให้เกิดการสูญเสีย หรือปล่อยให้เด็กเยาวชนหลุดออกจากระบบการศึกษา หรือไม่ได้รับการพัฒนาเต็มศักยภาพแม้แต่คนเดียว อีกทั้งหลังวิกฤตโควิดศรษฐกิจไทยยังฟื้นตัวน้อยและสถานการณ์เงินเฟ้อ เร่งให้ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษารุนแรงขึ้น เด็กที่จนอยู่แล้วก็ยิ่งหลุดออกจากระบบแต่เด็กรวยก็มีโอกาสมากขึ้น ความเหลื่อมล้ำยิ่งถ่างกว้างมากขึ้นเป็นเหมือนรูป “ตัว K” (ดังรูป) ย้ำรัฐต้องดูแลครอบครัวเปราะบางก่อนสายเกินแก้
กสศ.ยังระบุด้วยว่าสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาปี 2566 มีเด็กไทยอยู่ใต้เส้นความยากจนถึง 2.8 ล้านคน (ขณะที่ในปี 2563 ตัวเลขเด็กไทยที่อยู้ใต้เส้นความยากจนยังไม่ถึงหนึ่งล้านคนเลย) และแม้รัฐบาลจะมีนโยบายเด็กไทยเรียนฟรี15ปี แต่ความยากจนยังเป็นอุปสรรคทำให้เด็กบางคนไม่สามารถเรียนได้ ต้องอยู่อย่างแร้นแค้น ไม่สามารถแบกรับภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาได้ นอกจากนี้รายได้ของครัวเรือนยากจนและยากจนพิเศษปี2566 ยังลดลงเหลือ1,039 บาทต่อเดือนเท่านั้น (ลดลง 0.48%) หรือวันละ 34 บาท ซึ่งน้อยกว่าเกณฑ์ความยากจนระดับนานาชาติประมาณ 80 บาท
เด็กด้อยโอกาสตามความหมายของกระทรวงศึกษาธิการมีทั้งหมด10กลุ่ม แต่กลุ่มเด็กด้อยโอกาสที่น่าเป็นห่วงที่สุดก็คือ “กลุ่มเด็กที่ถูกทอดทิ้ง/กำพร้า” ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการจัดให้เป็นเด็กด้อยโอกาสประเภทที่3 อันหมายถึง เด็กที่มารดาทอดทิ้งไว้ในโรงพยาบาลหรือตามสถานที่ต่างๆ รวมไปถึงเด็กที่บิดามารดาปล่อยทิ้งให้มีชีวิตอยู่ตามลำพัง หรืออยู่กับบุคคลอื่นโดยไม่ได้รับการเลี้ยงดูจากบิดามารดา ที่อาจมีสาเหตุมาจากปัญหาการหย่าร้างหรือครอบครัวแตกแยก มีสภาพชีวิตอยู่ท่ามกลางความสับสน ขาดความรัก ความอบอุ่น ตลอดจนหมายรวมถึงเด็กที่ขาดคนอุปการะเลี้ยงดูอันเนื่องมาจากสาเหตุอื่นๆด้วย
เด็กด้อยโอกาสคือเด็กที่อยู่ในสภาวะยากลำบาก เนื่องจากประสบปัญหาต่างๆ มีชีวิตความเป็นอยู่ด้อยกว่าเด็กทั่วไป ไม่มีโอกาสที่จะเข้ารับบริการทางการศึกษาหรือได้รับการพัฒนาทั้งทางร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ สังคม และจิตใจ เด็กกลุ่มนี้ต้องได้รับความช่วยเหลือเป็นพิเศษเพื่อให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีพัฒนาการที่ถูกต้องเหมาะสมกับวัยและสามารถบรรลุถึงศักยภาพขั้นสูงสุดได้ แนวทางในการแก้ไขปัญหาต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย การให้ความสำคัญกับเด็กของคนในสังคมเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมาก (จิตติมา กุลประเสริฐรัตน์, 2561)
จากข้อมูลของสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพของเยาวชนพบว่าเด็กและเยาวชนวัยเรียนที่มีอายุ 6-15 ปีของไทยกว่า 500,000 คนได้หลุดจากระบบการศึกษา กลายเป็นแรงงานไร้ฝีมือและมีพฤติกรรมเสี่ยงต่างๆในสังคม ในขณะที่โอกาสทางการศึกษาระหว่างคนรวยและคนจนต่างกันถึงร้อยละ20
ไกรยศ ภัทราวาท ผู้จัดการกสศ.ได้ชี้ว่าการพัฒนาทุนมนุษย์ในวันนี้ต้องเปลี่ยนแปลง ไม่ปล่อยให้เกิดการสูญเสีย หรือปล่อยให้เด็กเยาวชนหลุดออกจากระบบการศึกษา หรือไม่ได้รับการพัฒนาเต็มศักยภาพแม้แต่คนเดียว อีกทั้งหลังวิกฤตโควิดศรษฐกิจไทยยังฟื้นตัวน้อยและสถานการณ์เงินเฟ้อ เร่งให้ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษารุนแรงขึ้น เด็กที่จนอยู่แล้วก็ยิ่งหลุดออกจากระบบแต่เด็กรวยก็มีโอกาสมากขึ้น ความเหลื่อมล้ำยิ่งถ่างกว้างมากขึ้นเป็นเหมือนรูป “ตัว K” (ดังรูป) ย้ำรัฐต้องดูแลครอบครัวเปราะบางก่อนสายเกินแก้
ด้วยเหตุนี้ “โครงการบ้านเด็กฉายแสง” จึงถือกำเนิดขึ้นเพื่อเป็น “ฟันเฟือง” หนึ่งในสังคมที่จะส่งเสริม ดูแล สนับสนุนและให้ความช่วยเหลือแก่กลุ่มเด็กด้อยโอกาส เด็กที่ถูกทอดทิ้งหรือกำพร้าพ่อแม่
สิ่งที่เด็กๆจะได้รับคือ;-
- ทางกายภาพ: เด็กจะมีที่อยู่อาศัยพร้อมอาหาร3มื้อ ได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยเป็นมิตร
- ทางการศึกษา: เด็กจะได้เรียนหนังสือและได้รับการส่งเสริมความรู้ความสามารถตามความถนัดของแต่ละคน
- ทางสังคม: เด็กจะได้รับการอบรมสั่งสอนให้มีจริยธรรม เป็นคนดีศรีสังคม
- ทางจิตใจ(และจิตวิญญาณ): ในเด็กที่เคยถูกใช้ความรุนแรง มีความบอบช้ำทางจิตใจจะได้รับการเยียวยารักษาผ่านความรักและความเข้าใจ
เชื่อว่าหากเด็กๆได้รับสิ่งเหล่านี้ เขาจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดี มีคุณภาพ เป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่สังคมได้ดังพระคริสตธรรมคัมภีร์(Holy Bible)ที่ได้กล่าวไว้ว่า;-
“จงลุกขึ้นฉายแสง เพราะว่าความสว่างของเจ้ามาแล้ว”
– อิสยาห์ 60:1
หมายความว่าพระเจ้าประทานแสงสว่างให้เราทุกคนและแสงสว่างนั้นจะฉายแสงแสดงออกมาในรูปของความรู้ความสามารถ(Talent)ที่แตกต่างกันไป เช่น บางคนเด่นด้านกีฬา ด้านดนตรี ด้านศิลปะ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ฯลฯ
แต่ด้วยความ “ด้อยโอกาส” ทำให้แสงที่มีไม่เฉิดฉาย กล่าวคือเด็กด้อยโอกาสมักขาดความมั่นใจ บางคนมีปมบางอย่างในใจ กลายเป็นคนเก็บตัว ไม่กล้าคิดฝันถึงอนาคต เท่ากับว่าแสงสว่างในตัวหรือความรู้ความสามารถที่มีอยู่ภายในค่อยๆมอดดับลง แต่พระคัมภีร์บอกว่า;-
“ไม้อ้อช้ำแล้วท่านจะไม่หักและไส้ตะเกียงที่ลุกริบหรี่อยู่ท่านจะไม่ดับ”
– อิสยาห์42:3
หมายความว่าในพระเจ้าคนที่เคยบาดเจ็บหรือชอกช้ำทางจิตใจจะไม่มีการซ้ำเติมและถูกกระทำเช่นนั้นอีก ฉะนั้นเราจึงเชื่อว่าหากเด็กเหล่านี้ได้รับโอกาส ได้เรียนหนังสือ ได้รับการส่งเสริม ได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดีเหมาะสม ของประทาน(Talent)หรือความสามารถได้รับการพัฒนาส่งเสริม เด็กๆจะกลับมามีชีวิตที่สดใสเปล่งประกาย อันจะเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่สังคมต่อไป ดังพระวจนะคำของพระเจ้าที่บอกว่า;-
“ท่านทั้งหลายก็เหมือนกับตะเกียง จงส่องสว่างแก่คนทั้งปวง
เพื่อว่าเมื่อเขาได้เห็นความดีที่ท่านทำ เขาจะได้สรรเสริญพระบิดาของท่านผู้ทรงอยู่ในสวรรค์”
-มัทธิว5:16
อนึ่งหากมองในบริบทการแก้ปัญหาและการพัฒนาของคนในชาติ นอกจากปัญหาทางสังคมจะลดลงแล้วยังเป็นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์อันเป็นการพัฒนาที่ยั่งยืน(Sustainable Development)อีกทางหนึ่งด้วย และนี้คือหลักการและเหตุผลของบ้านเด็กฯฉายแสงครับ
– อิสยาห์ 60:1
หมายความว่าพระเจ้าประทานแสงสว่างให้เราทุกคนและแสงสว่างนั้นจะฉายแสงแสดงออกมาในรูปของความรู้ความสามารถ(Talent)ที่แตกต่างกันไป เช่น บางคนเด่นด้านกีฬา ด้านดนตรี ด้านศิลปะ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ฯลฯ
แต่ด้วยความ “ด้อยโอกาส” ทำให้แสงที่มีไม่เฉิดฉาย กล่าวคือเด็กด้อยโอกาสมักขาดความมั่นใจ บางคนมีปมบางอย่างในใจ กลายเป็นคนเก็บตัว ไม่กล้าคิดฝันถึงอนาคต เท่ากับว่าแสงสว่างในตัวหรือความรู้ความสามารถที่มีอยู่ภายในค่อยๆมอดดับลง แต่พระคัมภีร์บอกว่า;-
หมายความว่าในพระเจ้าคนที่เคยบาดเจ็บหรือชอกช้ำทางจิตใจจะไม่มีการซ้ำเติมและถูกกระทำเช่นนั้นอีก ฉะนั้นเราจึงเชื่อว่าหากเด็กเหล่านี้ได้รับโอกาส ได้เรียนหนังสือ ได้รับการส่งเสริม ได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดีเหมาะสม ของประทาน(Talent)หรือความสามารถได้รับการพัฒนาส่งเสริม เด็กๆจะกลับมามีชีวิตที่สดใสเปล่งประกาย อันจะเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่สังคมต่อไป ดังพระวจนะคำของพระเจ้าที่บอกว่า;-
อนึ่งหากมองในบริบทการแก้ปัญหาและการพัฒนาของคนในชาติ นอกจากปัญหาทางสังคมจะลดลงแล้วยังเป็นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์อันเป็นการพัฒนาที่ยั่งยืน(Sustainable Development)อีกทางหนึ่งด้วย และนี้คือหลักการและเหตุผลของบ้านเด็กฯฉายแสงครับ
